คำตอบคือ: ใช่ครับ! การขายของออนไลน์ไม่ว่าจะบนแพลตฟอร์มใดๆ เช่น Shopee, Lazada, TikTok หรือ Facebook ล้วนมีรายได้ที่ต้องนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมายไทย เนื่องจากปัจจุบันกรมสรรพากรมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับแพลตฟอร์มและสถาบันการเงิน ทำให้การตรวจสอบรายรับทำได้ง่ายขึ้นมาก
บทความนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการมือใหม่เข้าใจหลักการภาษีสำหรับการขายของออนไลน์ เพื่อให้สามารถวางแผนและดำเนินการได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีย้อนหลังในอนาคต
ขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
สำหรับผู้ประกอบการที่ขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็น เงินได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ซึ่งเป็นเงินได้จากการทำธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในประเภทอื่น ๆ โดยเงินได้ประเภทนี้จะต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
นอกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว หากธุรกิจของคุณมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คุณอาจมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาษีที่ผู้ประกอบการออนไลน์ต้องให้ความสำคัญ
รายได้เท่าไหร่ถึงต้องยื่นภาษี และต้องเสียภาษี?
การยื่นภาษีและการเสียภาษีเป็นคนละเรื่องกัน:
- ต้องยื่นภาษี: บุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากการขายของออนไลน์ (เงินได้ 40(8)) จะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี หากมีเงินได้รวมเกิน 120,000 บาทต่อปี (สำหรับผู้มีเงินได้คนเดียว) หรือเกิน 220,000 บาทต่อปี (สำหรับผู้มีเงินได้ที่เป็นคู่สมรส)
- ต้องเสียภาษี: เมื่อยื่นภาษีแล้ว รายได้ของคุณจะถูกนำไปหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ หากยอดเงินได้สุทธิที่เหลืออยู่ยังคงเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบันอยู่ที่ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี) คุณจึงจะมีภาระต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า
ข้อแนะนำ: แม้รายได้จะยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี แต่หากถึงเกณฑ์ต้องยื่นภาษี ก็ควรยื่นให้ถูกต้อง เพื่อสร้างประวัติที่ดีกับกรมสรรพากร และป้องกันปัญหาในอนาคต
หักค่าใช้จ่ายอย่างไรดี? เลือกแบบเหมา หรือตามจริง?
สำหรับเงินได้ประเภทที่ 8 (40(8)) ผู้มีเงินได้สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 รูปแบบ คือ
- หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60%: เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องเก็บเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่าย เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก หรือผู้ที่ไม่มีเวลาในการจัดเก็บเอกสาร
- หักค่าใช้จ่ายตามจริง: วิธีนี้ต้องมีเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจครบถ้วน เช่น บิลค่าสินค้า ค่าขนส่ง ค่าการตลาด ค่าเช่าพื้นที่ เป็นต้น เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายสูงและมีเอกสารครบถ้วน ซึ่งอาจทำให้เสียภาษีน้อยลงกว่าการหักแบบเหมา
คำแนะนำ: ผู้ประกอบการควรรวบรวมข้อมูลค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้ก่อน แล้วลองคำนวณเปรียบเทียบดูว่าวิธีใดจะช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้มากกว่า หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อขอคำแนะนำ
แพลตฟอร์มออนไลน์ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรจริงหรือ?
เป็นเรื่องจริงครับ! ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53) พ.ศ. 2562 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมาย e-Service หรือ e-Payment กำหนดให้สถาบันการเงินและแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าให้กรมสรรพากรทราบ โดยเฉพาะกรณีที่มีการรับเงินโอนตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือรับเงินโอนตั้งแต่ 400 ครั้งและมียอดรวม 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี
ดังนั้น การที่คิดว่าขายของออนไลน์แล้วกรมสรรพากรจะไม่ทราบข้อมูลจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน การยื่นภาษีให้ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
ไม่ยื่นภาษี หรือยื่นไม่ถูกต้อง มีผลอย่างไร?
การละเลยหรือไม่ยื่นภาษี หรือยื่นภาษีไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ปัญหาและบทลงโทษต่างๆ ดังนี้:
- เบี้ยปรับ: สูงสุด 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ
- เงินเพิ่ม: อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระ
- โทษทางอาญา: กรณีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี อาจมีโทษจำคุกและ/หรือปรับ
- การตรวจสอบภาษีย้อนหลัง: กรมสรรพากรมีสิทธิ์เรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ ทำให้คุณต้องเสียเวลาและอาจมีภาระภาษีจำนวนมาก
เพื่อความสบายใจและเพื่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกท่านไม่ควรมองข้าม
เริ่มต้นทำบัญชีสำหรับร้านค้าออนไลน์ ต้องทำอย่างไร?
การทำบัญชีที่ดีคือรากฐานของธุรกิจที่มั่นคง และช่วยให้การยื่นภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก นี่คือสิ่งที่คุณควรเริ่มต้น:
- แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ: ใช้บัญชีธนาคารแยกกันเพื่อความชัดเจนในการบันทึกรายรับ-รายจ่าย
- บันทึกรายรับทุกรายการ: จดบันทึกยอดขายจากทุกช่องทางให้ครบถ้วน
- เก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย: ไม่ว่าจะซื้อของมาขาย ค่าขนส่ง ค่ากล่องพัสดุ ค่าโฆษณา ต้องเก็บใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานการโอนเงินไว้ให้ดี
- ตรวจสอบการจดทะเบียน VAT: หากรายได้ใกล้ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรเตรียมตัวจดทะเบียน VAT สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก เครื่องมือตรวจสอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร
การทำบัญชีอาจดูยุ่งยากในตอนแรก แต่เมื่อทำเป็นประจำจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจน และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่กำลังมองหาผู้ช่วยในการจัดทำบัญชีและภาษี นักบัญชีหมายเลข 7 มีบริการรับทำบัญชีร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร้กังวลเรื่องภาษี
การขายของออนไลน์เป็นโอกาสที่ดี แต่ก็มาพร้อมกับหน้าที่ทางภาษีที่ต้องรับผิดชอบ การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืนในระยะยาว หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีได้เสมอ