ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือเงินภาษีที่ "ผู้จ่ายเงิน" มีหน้าที่หักเก็บไว้ส่วนหนึ่งทุกครั้งที่จ่ายค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายบางประเภท แล้วนำส่งให้กรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน โดยอัตราที่หักจะแตกต่างกันตามประเภทของเงินที่จ่าย เช่น ค่าบริการทั่วไปหัก 3% ค่าเช่าหัก 5% และค่าโฆษณาหัก 2%
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร ทำไมต้องหัก?
เป็นวิธีที่รัฐใช้เก็บภาษีล่วงหน้าทีละนิดในระหว่างปี แทนที่จะรอเก็บทีเดียวตอนสิ้นปี ผู้ที่ถูกหักสามารถนำยอดภาษีที่ถูกหักไปแล้วมาเครดิต (หักออก) จากภาษีที่ต้องจ่ายตอนยื่นแบบประจำปีได้ จึงไม่ใช่ภาษีที่จ่ายซ้ำซ้อน
ใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย?
"ผู้จ่ายเงิน" เป็นผู้มีหน้าที่หัก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือบุคคลธรรมดาบางกรณี เมื่อจ่ายค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายที่กฎหมายกำหนด โดยทั่วไปจะหักเมื่อยอดจ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป (รวมถึงสัญญาต่อเนื่องที่รวมแล้วถึงเกณฑ์ แม้แต่ละครั้งจะไม่ถึง)
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย มีอะไรบ้าง?
อัตราที่พบบ่อยสำหรับการจ่ายเงินให้ผู้รับในประเทศ มีดังนี้
| ประเภทเงินที่จ่าย | อัตราหัก ณ ที่จ่าย |
|---|---|
| ค่าจ้างทำของ / ค่าบริการ / รับจ้าง | 3% |
| ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ | 5% |
| ค่าโฆษณา | 2% |
| ค่าขนส่ง (ผู้ประกอบการขนส่ง) | 1% |
| ค่าวิชาชีพอิสระ (กฎหมาย บัญชี วิศวกรรม ฯลฯ) | 3% |
| ค่าดอกเบี้ย | 1% |
| เงินปันผล | 10% |
หมายเหตุ: อัตราข้างต้นเป็นกรณีจ่ายให้ผู้รับในประเทศ หากจ่ายให้ต่างประเทศหรือกรณีพิเศษอื่นๆ อัตราอาจต่างออกไป
หักแล้วต้องนำส่งสรรพากรเมื่อไหร่?
ผู้จ่ายต้องนำส่งภาษีที่หักไว้ ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตจะได้ขยายเวลาถึงประมาณวันที่ 15) โดยใช้แบบ:
- ภ.ง.ด.3 — กรณีหักจากผู้รับที่เป็น "บุคคลธรรมดา"
- ภ.ง.ด.53 — กรณีหักจากผู้รับที่เป็น "นิติบุคคล" (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน)
ถ้าไม่หัก หรือนำส่งช้า มีโทษอะไร?
หากผู้จ่ายไม่หักหรือหักไม่ครบ ผู้จ่ายอาจต้องรับผิดชอบจำนวนภาษีที่ขาดนั้นเอง และหากนำส่งล่าช้าจะมี เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ต้องนำส่ง พร้อมค่าปรับอาญา จึงควรจัดระบบเอกสารและกำหนดวันนำส่งให้ชัดเจน